สารคดี West to East
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ศิลปินชาวอิตาลีที่คนไทยควรรู้จัก
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (คอร์ราโด เฟโรจี Professor Corrado Feroci ) เกิดเมื่อ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 บิดาและมารดามีอาชีพค้าขาย ท่านเป็นชาวเมืองฟลอเรนซ์เมืองที่เต็มไปด้วยศิลปะ ในวัยเยาว์ท่านชื่นชมผลงานของไมเคิล แองเจโล ประติมากรเอกของโลกซึ่งเป็นชาวฟลอเรนซ์เช่นกัน ครั้นโตขึ้นท่านจึงเข้าศึกษาทางด้านศิลปะในโรงเรียน ราชวิทยาลัยศิลปะแห่ง ฟลอเรนซ์ ได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน เข้าศึกษาศิลปะและเข้าสอบชิงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ได้รับเกียรตินิยม อันดับหนึ่ง จากจำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด ในขณะที่มีอายุเพียง 23 ปี
เมื่อท่านได้ทราบว่ารัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ต้องการช่างปั้นชาวอิตาเลียนเพื่อเข้ามา รับราชการสร้างสรรค์ งานอนุสาวรีย์ในประเทศไทย และฝึกฝนให้คนไทย สามารถปั้นรูปได้อย่างแบบตะวันตก และรู้ถึงเทคนิคต่างๆ ในงานประติมากรรม ท่านจึงยื่นความจำนง พร้อมภาพถ่ายผลงานเข้า คัดเลือก เพื่อแข่งขันกับศิลปินอิตาเลียน จำนวน 200 คน และในที่สุดได้รับเลือกให้เข้ารับราชการในเมืองไทย

ท่านมาถึงกรุงสยามในปี 2466 เข้ารับราชการไทย ขณะอายุ 31 ปี รับเงินเดือน 800 บาท กับค่าเช่าบ้านอีก 80 บาท ท่านมุ่งมั่นสร้างงานจนได้รับการยอมรับจากสังคมไทย
ยุคนั้นถือว่าเป็นยุคแรกที่ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์บุคคลขึ้นมาในประเทศไทยและเป็นช่วงเวลาที่ท่านได้ฝึกฝนลูกศิษย์ ลูกหาให้เรียนรู้วิธีการปั้น และหล่อโลหะขนาดใหญ่

ท่านได้วางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้นในระยะแรก ชื่อ "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม" ต่อมาเปลี่ยนเป็น "โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง"
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2485ประเทศอิตาลียอมแพ้แก่ฝ่ายพันธมิตร ชาวอิตาเลียนในประเทศไทย ตกเป็นเชลย ของเยอรมันกับญี่ปุ่น รัฐบาลไทยขอควบคุมตัวท่าน ศาสตราจารย์คอร์ราโดไว้เอง และหลวงวิจิตรวาทการได้ดำเนินการขอโอนสัญ ชาติจากอิตาเลียน มาเป็นสัญชาติไทย โดยเปลี่ยนชื่อของท่านให้มาเป็น"นายศิลป์ พีระศรี"เพื่อคุ้มครองท่านไว้ ไม่ต้องถูกเกณฑ์ ไปเป็นเชลยศึกให้สร้าง ทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว เมืองกาญจนบุรี
ในปี พ.ศ.2485 โรงเรียนศิลปากร ได้รับการขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” มี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็น คณบดี คนแรก การเรียนการสอนศิลปะ ในระดับปริญญา มีขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านมักจะเน้น แก่บรรดาศิษย์เสมอว่า.......
"คนเรามิใช่เพียงแต่จะเกิดมา เพื่อกิน นอน และสืบพันธุ์อย่างเดียว เขาจะต้องบริโภคอาหารใจ คือ ศิลปะด้วย ศิลปะทุกรากฝอยใน ๕ แขนง ล้วนผูกพันและข้องเกี่ยวกัน"

"ศิลปะเป็นสิ่งที่ยกระดับจิตใจ ของความเป็นมนุษย์อันเลิศให้สูงขึ้น มนุษย์แตกต่างกว่าสัตว์ก็ตรงนี้"
อมตวาจา ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี "ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น"
ผลงานออกแบบและประติมากรรมของท่านมีจำนวนมากมาย เช่น
- อนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ร. 1 ขนaาด 3 เท่าของพระองค์ ที่เชิงสะพานพุทธฯ
- อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา
- อนุสาวรีย์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี
- อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่
- อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี
- พระพุทธรูปพระประธานในพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นต้น

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อปี พ.ศ. 2505 รวมสิริอายุได้ 70 ปี
หากท่านยังมีชีวิตอยู่ วันที่ 15 กันยายน 2546 นี้ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จะมีอายุครบ 111 ปี
แม้ว่าท่านจะจากไปนานแล้วก็ตาม แต่ผลงานและคำสอน ของท่านยังคง อยู่ในความทรงจำ ของชาวศิลปากร ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้งวางรากฐานมหาวิทยาลัยมาแต่แรกเริ่ม

**************
วันที่ 30 เดือนเมษายน คศ.2003 ชาวประชาสังคมไทยในนครมิวนิคได้จัดคณะคนไทยนำเที่ยวเยือนประเทศอิตาลี มีคนไทยแถบนครบาวาเรียและโดยรอบ ร่วมเดินทางประมาณ 45 คน คณะเดินทางนำโดยพระคุณเจ้าพระอาจารย์ วิเชียร วชิรปัญโญ โดยที่ กอง บก. นิตยสารนิรนารี ร่วมขบวนสังเกตุการณ์ในการเยือนประเทศอิตาลีครั้งนี้ด้วย ความเป็นอิตาลีในความรู้สึกของชาวบ้านไทย ในเยอรมนี ก็เหมือนคนบ้านไกล้เรือนเคียงด้วยอิทธิพลของ ไอสครีม พิซซ่า สปาเกตตี้ มักกะโรนี กาแฟเข้มข้นที่ชื่อว่าเอสแปรสโซ่ และคาปูชิโน่ ฯ แต่ลึกกว่านั้นเราต่างก็ทราบกันดีว่า กรุงโรม คือแหล่งศูนย์กลางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ ของโลกในอดีตกาลแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแทบทั้งหมด และเจริญรุ่งเรืองด้านศิลปะอย่างสูงสุด ที่นี่คือดินแดนแหล่งกำเหนิด ของนักศิลปินปติกรรมคนดังของโลก ชื่อ ไมเคิล แองเจโล นั่นเอ งและในคศ.2003ที่เราได้มาเยี่ยมเยือน ประชากรอิตาลีมีประมาณ58ล้านคนมีคนไทยอาศัยอยู่ ในประเทศอิตาลีเวลานี้ประมาณ 4000 คน ขณะนี้เขามีประธานาธิบดีคนที่ 10 ชื่อนาย Carlo Azeglio มีนายกรัฐมนตรีชื่อนาย Ciampi Silvio Berlusconi มี ผู้แทนราษกร (สส.)630 และวุฒสมาชิก(สว.) 326 คน ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโรม ณ เวลานี้ชื่อ นายวรพจน์ สนิทวงค์ ณ อยุธยา

คณะออกเดินทางโดยรถบัส 48 ที่นั่งจากจุดนัดพบ คือ วัดไทยเลขที่ 14 ถนน Bad-D?rkheimer -Str เขตมิวนิคตะวันตก เวลา22.00น.การได้เดินทางร่วมกันของคนไทย สองวัฒนธรรมในเยอรมนีครั้งนี้ทำให้เกิด มีการพูดคุยวิสาสะแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นทำความรู้จักกันและกัน
รุ่งเช้าแสงทองของวันใหม่ในเขตประเทศอิตาลีส่องเปิดฟ้าให้พวกเราได้เห็นสวนมะกอกข้างทางและปูชนียสถานบรรยา
กาศโรม ในรถบัสจึงรื่นรมย์ด้วยกิจกรรมร้องเพลงสนุกสนานผ่อนคลายอย่างที่เราเป็นในวันพักผ่อน
จุดแรกที่คณะได้หยุดในบ่ายวันที่ 1 พฤษภาคม เพื่อถวายผ้าป่า คือวัดสันตจิตตาราม วัดไทยซึ่งมีที่ตั้งนอกกรุงโรม 50 กิโลเมตร ออกจากรถเราก็ได้สัมผัสมิตรภาพจากพี่น้องคนไทยในกรุงโรมที่มารอรับคณะพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ททท. และคุณ จันทร์เพ็ญ วีรวรรณ เจ้าหน้าที่ThaiTrade(เธอบอกเล่าว่าเจ้าหน้าที่จากสถานทูตไทยในกรุงโรมมาด้วยแต่กลับไปก่อนแล้วเพราะ
คณะของเรามาถึงวัดช้ากว่าที่กำหนดหลายชั่วโมง)วันที่ไปถึงอากาศร้อนแดดจ้าแต่สวยงามแบบที่ไม่เหมือนในเยอรมนี หลังพิธีถวายผ้าป่าคณะร่วมฟังพระอาจารย์ธัมมิโก(พระสงฆ์ไทยชาวอิตาลีบวชมานาน14พรรษา)ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้และได้
เมตตาเล่าเรื่องความยากลำบากในการก่อตั้งวัดไทยวัดแรกในกรุงโรมให้คณะฟัง
สองคืนที่คณะเข้าพักในโฮเต็ลหนึ่งในกรุงโรม และจัดจ้างมัคคุเทศน์นำเที่ยวตลอดรายการ
จากนั้นพักที่เมือง Florence นครแห่งศูนย์กลางศิลปะบ้านเกิดของ ศจ.ศิลป์ พีระศรี นั่นเอง//

กอง บก. นิรนารี