การจัดงานแจกประกาศนียบัตรแก่นักศึกษานอกโรงเรียน
......................................................................................

การจัดงานแจกประกาศนียบัตรแก่นักศึกษานอกโรงเรียนสำหรับคนไทยในประเทศเยอรมนี เพื่อยกระดับความเท่าเทียมทางการศึกษาเพิ่มวิทยฐานะและวุฒิทางการศึกษา
สร้างเจตนาคติที่ดีให้มีความรักหวงแหนแผ่นดินไทยและอาจกลับมาช่วยกันสร้างคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง

เวลา 09.00 ของวันที่ 25 มกราคม คศ.2004 ท่านกงสุลใหญ่ นายวิญญู แจ่มขำ ได้นำคณะกงสุลสัญจรไปบริการประชาชนที่เมือง Wueuzburg ซึ่งมีประชาชนไทยนอกราชอาณาจักรที่อาศัยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประมาณ 100 คน มาชุมชุมเนื่องในงานประกาศนิยบัตรแก่นักศึกษาที่เรียนจบในชุดบริการการศึกษานอกโรงเรียนระบบเรียนทางไกลเป็นรุ่นแรก

คือ…ระดับ ๑ (ประถมศึกษา)….

1. นางพัชลี เช๊าพพ์
2. นางอุษา ครอสตา
3. นางบุญเลิศ ซิมเมอร์แมน
๔ นางนุชรีย์ คริสเตาเสน
๕ นางสุนันท์ แดรซบัค
๖ นางญวลชัย แฮร์โซก
๗ นางสำราญ แบเบอริช
๘ นางอมิศรา คนบล็อค

ระดับ ๓ (มัธยมปลาย)

๑ นางประกายเดือน ครอยท์เนอร์
๒ นางพวงเพ็ชร สเตรียโฮฟ

แนะนำอาจารย์ ดร.นิลุบล Haas
1.ขออาจารย์แนะนำตัว

เกิดที่สงขลาแต่มาเติบโตที่ฝั่งธนบุรี เป็นลูกคนหนึ่งในจำนวนพี่น้อง ๖ คนที่เติบโตมาในครอบครัวของคนไทย-จีน ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าลูกผู้ชายย่อมมีความสำคัญและมี priority มาก่อนเสมอในครอบครัว โชคดีว่ามีคุณแม่ที่เห็นความสำคัญของลูกทุกคนเท่าเทียมกันและพยายามส่งเสริมให้ลูกๆเรียนจนจบอย่างน้อยในระดับปริญญาตรี ส่วนใครจะมีความสามารถเรียนต่อไปอย่างไรก็แล้วแต่กำลังความสามารถของแต่ละคน ตัวเองไม่ได้เป็นคนที่เรียนเก่งในระดับแนวหน้าแต่อย่างใด หากเป็นคนชอบขวนขวาย จะเป็นอะไรก็ได้ที่อยู่ใกล้ตัว อยากรู้อยากเห็นและมีความพยายามสูงหากตั้งใจจะทำอะไรแล้ว เมื่อเรียนจบปริญญาโท สาขาเคมี มหาวิทยาลัยมหิดลแล้วได้ไปทำงานเป็นอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีอยู่เกือบ ๒ ปีจึงหาทุนไปเรียนต่อปริญญาเอกสาขาเคมีเทคนิคที่เมือง Graz ประเทศออสเตรียใช้เวลา ๒ ปีครึ่งทำวิทยานิพนธ์จบกลับมาทำงานที่เดิมได้ประมาณ ๙ เดือนก็หาทุนได้ไปทำงานวิจัยที่เมือง Tsukuba ประเทศญี่ปุ่นอยู่ ๑ ปี ช่วงเวลานี้ได้เจอแฟนซึ่งเป็นนักวิจัยชาวเยอรมันได้มีโอกาสเรียนรู้กัน ๑ ปีจึงตกลงแต่งงานและอยู่ที่ญี่ปุ่นต่ออีก ๑ ปีครึ่ง แล้วจึงอพยพครอบครัวมาตั้งหลักแหล่งที่เยอรมันนี ถ้ารวมเวลาที่อยู่เยอรมันนีแล้วก็จะ ๑0 ปีพอดีในเดือนมิถุนายนนี้

 

 

2.บอกเล่ากิจกรรมการศึกษานอกโรงเรียนที่ผ่านมา

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวถึงความเป็นมาของการศึกษานอกโรงเรียนสักเล้กน้อยว่า มาจากตอนที่ย้ายมาอยู่ที่เยอรมันนีใหม่ๆ อยู่ที่เมืองมันไฮม (Mannheim) และได้มีโอกาสไปสอนภาษาเยอรมันให้กับแม่บ้านไทยที่โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ (Volkshochschule) มีอยู่ ๓ ชั้นเรียนและพบว่ามีแม่บ้านไทยจำนวนมากที่ไม่สามารถเขียน อ่านภาษาไทย หรือทำความเข้าใจในภาษาตนเองได้อย่างแตกฉานซึ่งก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเรียนการสอนภาษาเยอรมันไม่ประสพผลเท่าที่ควร จึงได้เขียนโครงงานในกลุ่มแม่และเด็กตามที่สถานฑูตแนะนำขอความช่วยเหลือในด้านสื่อต่างๆต่อกระทรวงศึกษาธิการผ่านสถานฑูตไทย อยู่ที่มันไฮมได้ประมาณ ๒ ปีก็ย้ายมาอยู่ที่เมืองวูร์สบวร์ก (Wuerzburg) เนื่องจากแฟนย้ายที่ทำงาน แต่ดิฉันก็ยังเดินทางไปสอนที่มันไฮมอาทิตย์ละครั้งอยู่ ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากทางสถานฑูตให้มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนทางไกลขึ้นจำนวน ๖ แห่งทั่วประเทสเยอรมนี ซึ่งในส่วนที่ตัวเองทำอยู่ก็ถูกจัดตั้งเป็นศูนย์หนึ่งขึ้นมา ตอนนั้นตกใจและไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรได้ มันเหมือนกับต้องตกกระไดพลอยโจน ต้องรับสิ่งที่เขาแต่งตั้งมาทั้งๆที่ไม่เคยมีการสอบถามหรือกล่าวถึงกันมาก่อนเลย แรกๆก็พยายามหาจุดยืนและทำทุกอย่างคนเดียวตั้งแต่การออกข่าวสารรายเดือนเป็นแผ่นพับ พยายามรวมกลุ่มคนเพื่อจัดกิจกรรมร่วมกันเช่น การให้ข้อแนะนำด้านกฏหมาย การใช้ชีวิตในแบบ ๒ วัฒนธรรม เป็นต้น ประกอบกับต้องทำเรื่องขอย้ายศูนย์มาตั้งที่เมืองวูร์สบวร์กด้วย ซึ่งยุ่งยากและต้องชี้แจงเหตุผลมากมาย กว่าจะเป็นรูปร่างขึ้นมาก็ใช้เวลาหลายปี และได้มีการประกาศการจัดตั้งอย่างเป็นทางการใช้ชื่อว่า ศูนย์การเรียนทางไกลวูร์สบวร์ก เมื่อเดือนมิถุนายน พศ ๒๕๔๔เป็นต้นมา โดยการจัดการเรียนการสอนของศูนย์เริ่มในปีแรกเป็นการจัดหลักสูตรเฉพาะสำหรับกลุ่มสนใจในชุมชนที่อยู่ในเขตเมืองวูร์สบวร์กและย่านใกล้เคียงเท่านั้น ได้แก่ หลักสูตรการรำไทย จริธรรมและการฝึกสมาธิ การสอนภาษาเยอรมัน เป็นต้น พอเริ่มต้นปีที่ ๒ ศูนย์เริ่มขยายการศึกษาสายสามัญโดยจัดการเรียนแบบพบกลุ่มทุก ๒ อาทิตย์มีจำนวนนักเรียนอยู่ ๑๖ คน ควบคู่ไปกับการสอนหลักสูตรกลุ่มสนใจในช่วงฤดูร้อน จนเมื่อเดือนพฤษภาคม พศ ๒๕๔๖ ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาใหม่ทั่วประเทศไทย มีผลให้การจัดการเรียนการสอนของศูนย์ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย แต่ก็มีผลด้านบวกคือ สามารถให้มีการจัดการเรียนการสอนด้วยระบบตนเองและมีการสอบ ณ ที่อยู่อาศัยของผู้เรียนได้ ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตการเรียนโดยไม่จำกัดว่าผู้เรียนจะอยู่ที่ใดในส่วนของประเทศเยอรมันนี ก็สามารถเรียนและพัฒนาความรู้ได้ ในภาคเรียนการศึกษาที่ ๑/๒๕๔๗ นี้ ศูนย์มีจำนวนผู้เรียนสายสามัญทั้งสิ้น ๕๔ คน เป็นระดับ ๑ จำนวน ๑๑ คน ระดับ ๒ จำนวน ๑๙ คน และระดับ ๓ จำนวน ๒๒ คน รักษาสภาพ ๒ คน และมีการจัดหลักสูตรกลุ่มสนในจำนวน ๓ หลักสูตรได้แก่ ภาษาไทยสำหรับเยาวชนไทย-ลูกครึ่ง หลักสูตรตัดเย็บเสื้อผ้า ๑ และ ๒ นอกจากนี้ก็มีการจัดกิจกรรมทางศาสนาเป็นครั้งคราวโดยนิมนตร์พระมาฉันท์เพลและสอนสมาธิ เป็นต้น

อ่านต่อ หน้า 2 > >