| |
|
|
| |
ผู้ชนะสิบทิศ
ของยาขอบ
ตอนใครหนอชนะเนงบา
นางกันทิมาบุตรสาวตะคะญีนั้นเป็นหญิงบ้านนอก ปีหนึ่งจะเคยเข้าเมืองมิได้เกินสามครั้ง
การตบแต่งร่างกายหายึดถือเอาใจใส่ไม่ ถึงกระนั้นก็มีราศี เหนือหญิงรุ่นๆ
ในชนบทกระเหรี่ยง ทั้งสิ้น ตะคะญีออกปากกับภรรยา เนืองๆว่าลูกคนนี้ผิดเหล่าผิดตระกูล
แลตะคะญีก็รักนางเสมอดวงใจ อบรมสั่งสอน เพลงอาวุธให้จนฝีมือใกล้จาเลงกะโบผู้พี่
ฉะนั้นน้ำใจนางจึ่งห้าวหาญบึกบึน เคยออกป่าล่าสัตว์ด้วยตะคะญีก็หลายคราว
แต่กระนั้นนางก็มีใจ ตามวิสัยหญิง ที่รุ่นแรกเจริญวัย แม้นไม่เคยประสีประสาจดจ่อ
ในผู้ชายก็โดยที่คนบ้านป่านั้นร่างถมึงทึงกริยาพาท ีแข็งกระด้างโฮกฮากตามประสาคนป่า
จะมองที่พิสมัยตรงใดหามีไม่ ครั้นแม่กันทิมาพบเจ้าหนุ่มชาวกรุง วันนี้ก็รู้สึกว่าอกใจประหลาดกว่าที่เคยคลุกคลี
กับคนในพื้นเดียวกันมา แม้เนงบาผู้ซึ่งติดตามเอาใจนางนั้นก็ยังไม่ใฝ่ใจมากเท่าเจ้าแขกหน้าใหม่
จะกล่าวถึงเจ้าเนงบาไม่สบอารมณ์ก็คลั่ง ไปตามประสาคนคะนองมือ เดินบ่นพลุ่งพล่านเห็นผู้ใดเดินไปมาก็ทำนัยน์ตาขวางเข้าใส่
สีอ่องเห็นไม่เป็นการจึ่งว่าเนงบาเอย ถ้าท่านละความบ้าบิ่นอันเกาะตัวนี้มิได้แล้วข้าพเข้าประมาณว่า
ท่านคงจะได้อายในวันหนึ่งเป็นเที่ยงแท้ เพราะคนดีนั้นมิได้ประกาศตัว
หากท่านวู่วามเที่ยวขวิดซ้ายขวิดขวา ดั่งนี้แม้นปะเสือสมิงเข้าแล้ว จะเจ็บตัวเอง
เนงบาเหมือนกำลังช้างเมามันฟังสีอ่องว่าชักจะเดือด หันถลึงตาใส่แล้วว่าเมื่อท่านไม่ชอบอัธยาศัยข้าพเจ้าก็กลับไปล่อป้อหลอกกับไอ้หนุ่มหน้าใหม่นั้นเถิด
ข้านี้ดูจะอาภัพอับวาสนาพวกเพื่อนดูว่าอยากถีบตีนจาก จาเลงกะโบเคยน้ำใจดีวิวาท
กับใครก่อนโพ้นผิดถูกก็เข้าข้างเราตะบึงไป แต่บัดนี้ราวกับว่าข้าเป็นแขกหน้าใหม่
แลเจ้ามังฉงายเป็นเพื่อนเก่า จึ่งเอาใจกันหนักสีอ่องท้วงว่าท่านว่าจาเลงกะโบฉะนี้ยังไม่ชอบก่อนเรานั้นเป็นกันเอง
แต่มังฉงาย เป็นแขกซึ่งจะมาร่วมด้วย จาเลงกะโบทำดั่งนั้นถูกแล้ว เนงบาติดจะเคืองที่วันนี้
สีอ่องพูดไม่ลงรอยกับตัวเดินก้มหน้า เสียไม่กล่าวความอันใดอีก จนล่วงเข้ามาเขตตลาดถึงร้านขายอาหาร
อันเป็นที่เกิดเหตุเมื่อเช้าเจ้าของร้านเห็นเนงบาเดินมาคะเนว่าคงจะสำเร็จโทษเจ้าหนุ่มน้อยนั้นก็เพิ่มความเกรงเนงบาขึ้นมาอีก
พอเห็นเนงบาบ่ายหน้า มาทางตัวก็ลนลานวิ่งแต้ออกมา รับลำล่ำละลักราวกับ
เนงบาเป็นพ่อก็ไม่ปาน
ขณะนี้ในร้านอาหารนั้นยังมีชาย อายุกลางคนผู้หนึ่งเสพสุราอยู่กับเพื่อนอีกสองคน
กำลังสั่งอาหารค้างไว้ ครั้นเจ้าของร้านวางมือไปรับเนงบาดั่งนั้นก็ไม่ชอบใจพิจารณา
รูปเนงบาท่วงทีก็มิใช่คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ นุ่งห่มก็บอกชัดว่า คนบ้านนอกนี่เองแต่พกอาวุธ
แลกิริยาหยิ่งนักเดาว่า คงเป็นนักเลงดีมีฝือ เจ้าของร้านจึ่งเกรงใจ ฉะนั้นแลเห็นเจ้าของร้านเอาใจเนงบาจนเกินไป
ก็หมั่นไส้ ชายกลางคนผู้นั้นก็เอามือตบโต๊ะแล้วพูดด้วยเสียงอันดังว่าอาหารที่เราสั่งนั้นจะให้เราลิ้มแต่กลิ่นมันหรือป่านนี้จึงไม่จัดมา
เจ้าของร้านคิดขึ้นได้ก็วางมือจากการปรนนิบัติเนงบาหวังจะไปจัดอาหารให้ชายผู้นั้น
เนงบาฟังเสียงเรียกคนขายกังวาน เป็นเชิงเบ่งอำนาจก็เหลียวไปดูแลชายผู้นั้น
ก็ยังวางทีปึ่งอยู่ เนงบาหันมาว่ากับสีอ่องว่าถิ่นนี้ เราเหมือนจระเข้ที่นอนเกยหาดด้วยในใจว่า
ไม่มีตัวใดจะใหญ่กว่า บัดนี้หางเสียงตัวอื่นโบกน้ำดังสะเทือนนี้จะฟังเอาว่าพระยาสัตว์น้ำเขื่องเท่าเราหรือ
สีอ่องยังไม่ทันจะตอบเนงบา ก็ตวาดกับคนขายของว่าอ้ายถ่อย จะช้าอยู่ใยมายืนฟังกูจะใช้อยู่ข้างนี้หากไม่มีใคร
มาซื้อหาเองจงบอกแก่เขาว่าวันนี้ไม่ขายใคร เพราะติดที่จะมาปรนนิบัติกู
คนขายกำลังจะยกจานอาหารไปให้ชายกลางคน ครั้นได้ฟังเนงบาว่าฉะนั้นก็เหมือนเท้าตรึงประตูก้าวไม่ออก
เนงบาซ้ำสั่งสำทับให้เอาอาหารจานนี้มาให้ตัวเขา เจ้าคนขายก็ทำตาม ชายกลางคนเห็นอำนาจเนงบา
ถึงเพียงนี้ก็เดือดใจถึงขนาด ลุกขึ้นมาที่คนขายของแล้วว่า มึงค้าขายเช่นนี้หายุติธรรมแก่คนซื้อไม่แล้วก็ตบหน้าคนขายของคว่ำลง
เนงบาตะลึงไปชั่วขณะ ที่ว่าตัวเป็นคนบุ่มบ่ามทะนง ในอำนาจนักเลงแล้วชายคนนั้น
ยังร้ายไปกว่า แต่เมื่อการเป็นดั่งนี้แลเนงบาก็รักการวิวาทเป็นที่สุดจึ่งเลยเป็นช่องสมใจ
เจ้ากระเหรี่ยงกระโดดเข้าไปหาชายผู้นั้นแล้วว่า ไฉนตัวจึ่งข่มเหงคนของเราดังนี้วางอำนาจจะเป็นเจ้าเป็นใหญ่
ณ ถิ่นนี้ แล้วเนงบาก็ชกเอาโดยแรง แต่ชายผู้นั้นคล่องนักหลบแล้ว รัดแขนเนงบาไว้ดิ้นไม่หลุด
สีอ่องเห็นเขารวบเพื่อนตัวฉะนั้นก็โจนเข้าถีบฝ่ายที่รวบแขนเพื่อนตัวไว้ถูกตรงสีข้างอักใหญ่
ชายผู้นั้นทานกำลังเท้ามิได้ถลาล้มลงก้นกระแทกกับพื้น เพื่อนทางฝ่ายชายสองคนก็รุมกันเข้าช่วยชกต่อยเนงบากับสีอ่องเป็นพัลวัน
ชายผู้ถูกถีบล้มลุกขึ้นแล้ว ร้องบอกอีกสองคน ที่มาด้วยว่าเจ้าจงกันอ้ายผอมไว้
แต่อย่าเพิ่งลงมือทำให้สาหัส ข้าจะชำระไอ้หมูตัวใหญ่นี่ก่อน แล้วจะตัดปีกไอ้ไก่หน้าซีดตัวผอมตาม
เจ้าสองคนก็รุมสีอ่องไว้ ตัดตอนออกไปไม่ให้เข้าไปช่วยเหลือเนงบา
เนงบาไว้ใจสีอ่องคงจะทานกำลังสองคนนั้นอยู่ แลฟังชายกลางคนหมิ่นตัว ก็คิดเอายางหัวออกมาแก้หมิ่นให้จงได้
แลเนงบาเห็นชายผู้นั้นไม่มีอาวุธมีแต่ไม้ตะพดก็ชักดาบที่สะพายไขว้หลังทั้งคู่ออกมา
พอแลเห็นชายผู้นั้นหน้าซีดแสดงว่าตกใจเนงบา หัวเราะก้องแสร้งพูดให้เสียงสุภาพว่าท่านนั้นอาจมีฝีมือด
ีแต่เลือดในหัวใจนั้นคงขาวเหมือนสีน้ำ เชิญระงับความหวาดใจเสียเถิด อันคนในแคว้นกระเหรี่ยงนี้
ย่อมรู้สิ้นว่าเนงบาศิษย์ท่านตะคะญีทุกคนทะนงต่อศักดิ์ศรี ของตนนัก ไม่เคยสู้ใครโดยเอาเปรียบในเชิงอาวุธ
ข้าพเจ้าคะเนว่าท่านฝีมือดีคงคู่ควรแก่ตำแหน่งผู้ถือมัน สู้ข้าพเจ้าให้ได้เหงื่อสักหน่อยเถิด
แล้วเนงบาก็โยนดาบ ของตัวไปให้ ชายผู้นั้นก็รับไว้แล้วตอบ โดยวาจาสามหาวว่า
เราอยู่เมืองอื่นได้ยินชื่ตะคะญีว่าตีดาบเยี่ยม นักวันนี้หากท่านบาดเจ็บน้อยไม่ถึงตายวานพยุงร่างไปบอกตะคะญีด้วยว่า
ขอบใจแท้ที่ดาบของเขานั้นได้ช่วยให้ข้าพเจ้าแทงลูกศิษญ์เขาได้หลายแผล
เนงบาฟังว่าฉะนั้นเหมือนงูร้าย ต้องไม้เคาะที่ใกล้หางโดด เข้าฟันพร้อมกับร้องว่าคนชาติชั่วมิได้รู้สำนึกคุณเรา
ถ้อยทีถ้อยไล่กันอยู่เป็นเวลานาน แลสีอ่อง ที่สู้สองต่อหนึ่งก็ไม่มีโอกาสชักดาบ
แต่เจ้าสองคนนั้น หารุกให้สีอ่องอับจนไม่เป็น แต่คอยกันมิให้เข้าช่วยเนงบาเท่านั้นเห็นได้ว่า
ทั้งสองเชื่อดีมีฝีมือชายกลางคนเป็นอันมากครั้นกลับเห็นเนงบาเป็นฝ่ายรุกเช่นนั้นเจ้าสองคนก็เร่งมือเอาสีอ่องโถมเข้าปล้ำถึงตัว
สีอ่องอยู่ข้างจะบอบบาง ในทางร่างกายทานกำลังสองคนมิได้ ไม่ช้าก็สิ้นสติแล้วทั้งสองนั้น
หาช่วยพวกของตัวรุมเนงบาไม่เป็นแต่ยืนล้อมคอยทีอยู่
เนงบา สิ้นเพื่อนแลถูกคุมเชิง เช่นนั้นก็ละล้าละลัง เร่งฝีมือจนหมดแล้วยังไม่อาจเอาแผลจากฝ่ายโน้นได้
ฝ่ายโน้นรู้ทีก็ยั่วว่า น้ำใจท่านยังคิดสู้เราอีกหรือ ถ้าหนักใจจะพักหยุดเสียก่อนก็ได้
ต่อวันอื่นจึ่งไปบอกตะคะญีมาแก้มือแทนเรา เนงบาได้ฟังปรามาสถึงอาจารย์ก็โกรธหนักกระหน่ำรุกไม่ออมกำลัง
พลางว่า เจ้าดีมาแต่หนไหนจึ่งกล่าว พากพิงไปถึงฝีมืออาจารย์ สำมะหาเพียงฝีมือศิษย์เลว
ๆ ของตะคะญี เราก็ยังร่นแล้วร่นอีก ชายผู้นั้นหัวเราะก้องแล้วว่า อ้ายเด็กน้อยเอยเจ้านั้นเก่งดอกแต่เก่งเสมอด้วยกระบือมีแต่เรียวเขาแหลมโง้งแลกำลังส่วนกลยุทธนั้นหาเจนเสมอด้วยเราไม่
เราปล่อยให้เจ้าทะลวงรุกจนเหงื่อย้อย ปลายคางแล้วบัดนี้เราจะรุกบ้าง
ครั้นจะทำให้เจ้าเจ็บก็เกรงเกิดเป็นโทษทางบ้านเมืองฉะนั้นเราจะทำพอเจ้ารู้สึก
จงระวังผ้าโพกหัวของเจ้าข้อแรกแลระวังเฉพาะขมวดมุ่นผมบนหัวเจ้าจะขาดออกเป็นข้อสอง
เนงบาเป็นคนมีฝีมือก็จริงแต่ขาดสติเห็นชายคนนั้น มีฝีมือทานตัวได้ ก็ประหลาดใจแล้ว
ยิ่งได้ฟังขู่สำทับก็ชวนให้วอกแวก และพรรคพวกฝ่ายโน้นที่อยู่สองคนคอยกระเซ้ากระซี้นอกวงด้วยเนงบาแทบคลั่งเพราะเอาชนะไม่ได้
ตรงข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่งที่สู้ด้วยอารมณ์เย็น สู้พลางพูดหยั่งพลาง มิช้าคนผู้นั้นก็แทงเฉี่ยวกระชากเอาผ้าโพกศรีษะเนงบาหลุดออกมาได้
สองคนที่คอยเสมอนอกก็ฮาขึ้น เนงบาถึงตะลึงชะงักไป ชั่วครู่โดยรู้ว่าชายผู้นั้นฝีมือเหนือตัว
แลขณะนั้นเจ้าของร้านวิ่งออกไปเรียกคนมาช่วยระงับการวิวาท ชาวตลาดจึ่งมามุงดูแต่ไม่กล้าห้าม
ด้วยรู้จักเนงบาว่าเป็นนักเลงไม่ชอบให้ใครมาขัดการวิวาท อนึ่ง เห็นชายผู้นั้นฝีมือเข้มแข็งก็ยืนมุงอออยู่เป็นกลุ่มมากขึ้นทุกที
ชายผู้นั้นเกรงจะอื้อฉาว ถึงเจ้าพนักงานจึ่งว่า ผมเจ้าวันหลังจะมาตัดให้
ข้าจะมาเที่ยวที่นี่เนือง ๆ แม้นคันหัวเวลาใดท่านเนงบาก็มาคอยเราเถิดแลวานบอกตะคะญีว่าไขลูชาวหงสาวดีชอบใจน้ำหนักดาบที่ตะคะญีประกอบนัก
ถ้าเราคล่องใจวันใด จะมาแนะเพลงดาบเพิ่มเติมให้ ตะคะญีเป็นเครื่องแลกตัวดาบ
ซึ่งเจ้าอวดตัวทะนงศักดิ์ว่า ไม่ทำร้ายผู้ไม่มีอาวุธในมือ นั้นเราหวังว่าจะจริงเหมือนปาก
แลวันนี้แสดงฝีมือให้เจ้าเห็นพอประมาณแล้วขอลาไปก่อนว่าแล้วโยนดาบคืนให้เนงบา
ครั้นแล้วไขลูก็ชวนพวกผลุนผลันแหวกคนไปขึ้นม้าของตัววิ่งกลับไปทางในเมือง
คนที่มุงไม่อานขวางโดยเกรงฝีมือไขลูอยู่ เนงบาไม่เคยถูกใครหักหน้า ให้อับอายเป็นที่สุดจับสีอ่อง
ขึ้นแบกบ่าทั้งที่ยังสลบ ออกนอกร้านได้เดินดุ่มกลับบ้าน อาจารย์ไม่เหลียวซ้ายแลขวา
ดุคนทั้งปวงได้ พอถึงบ้านก็ลอบนำสีอ่องเข้าไปแก้ไขในโรงซ้อมฝีมือโดยมิให้มีผู้ใดรู้
ครั้งสีอ่องฟื้นแล้ว เนงบาก็กำชับว่า ความวันนี้ท่านอย่าแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้
ยิ่งนางกันทิมาแล้วอย่าให้รู้เป็นอันขาดทีเดียว
ครั้นตกบ่ายตะวันอ่อนแรง ตะคะญีกลับบ้านแจ้งจากบุตรชายตัวว่าเจ้าอาวาสวัดกุโสดอเกลอเก่าฝากฝังศิษย์มาอยู่ด้วยก็ดีใจ
จึ่งว่าเพื่อนเราคนนี้ดีนัก ความจริงฝีมือท่านดีอยู่ แต่ยังจะส่งเจ้าเด็กผู้นั้น
มาอยู่ด้วยเราอีกเห็นได้ว่าเกลอ คงหมายมั่นปั้นเจ้าเด็กน้อย ผู้นี้อย่างเต็มฝีมือหาไม่ก็น่าที่จะสอนเสียเอง
แลความในจดหมายฝากฝังแน่นหนาอยู่ทีจะเป็นศิษย์ก้นกุฏิเสียซ้ำ จาเลงกะโบจึ่งไปเรียกเพื่อนร่วมเรือนกับเราใหม่มาดูหน้าสักหน่อยเป็นไร
จาเลงกาโบก็เรียกมังฉงายมาหา ตามคำบิดาตะคะญีสูงอายุแล้ว รู้จักพิจารณาลักษณะคนดีคนชั่ว
พอเห็นลักษณะเจ้ามังฉงายเดินออกมาก็ออกปากว่าคำเกลอเราว่านั้นจริงแล้วเจ้าหนุ่มผู้นี้คงจะได้เป็นที่พึ่งแก่เราสืบไป
ไต่ถามถึงความอื่นๆ มังฉงายก็ตอบโดยความคารวะเป็นอันดี ตะคะญีพอใจมังฉงายเป็นอันมาก
จะเรียกขานตกปากว่าหลานเราทุกครั้งไป
ฝ่ายชายฉกรรจ์ในละแวกนั้นซึ่ง ได้ฝากตัวเข้ามาเป็นสานุศิษย์ของตะคะญี
ครั้นเย็นก็พากันมาชุมนุมซ้อมมือ ณ บ้านอาจารย์ตัว ตะคะญีก็พามังฉงายมายังโรงซ้อม
แนะนำให้รู้จักด้วยศิษย์เก่าๆแลบอกกับบรรดาศิษย์เหล่านั้นว่า เพลงอาวุธที่ท่านซ้อมไว้นี้ไม่เสียแรง
ดอกด้วยบัดนี้เพื่อนเราจดหมายมาเล่าความว่าบ้านเมืองต้องการชุบเลี้ยงคนมีฝีมือไว้เป็นกำลังราชการท่านคงจะได้ดีบ้าง
แล้วตะคะญีประสงค์จะดูว่ามังฉงายชำนาญมาบ้างอย่างไร จึ่งให้ประลองฝีมือกับพวกศิษย์
ชั้นมือขนาดกลางพอปะทะกันราวสามเพลง ตะคะญีก็ดูรู้ว่ามังฉงายมีพื้นทางดาบมาจากมหาเถรไม่น้อยแล้ว
แลเชาว์ดีท่วงทีจะฝึกง่ายทั้งเห็นฝีมือดีเกินขนาดกลาง ก็ประสงค์จะให้ลองกับสีอ่องหรือเนงบามือชั้นหนึ่งในกระบวนศิษย์ที่หัดด้วยกันดู
แต่เรียกหาเจ้าสองคนไม่พบปะ พอดีจาเลงกาโบขอไว้ว่าบิดาอย่าให้คนทั้งสามนี้ลองฝีมือกันในวันใหม่
ๆ นี้เลย รอให้เรารู้น้ำใจรักใคร่สนิทกันเสียก่อนเถิด หาไม่จะกินใจกัน
แล้วจาเลงกะโบก็เล่าความที่วิวาทแลท้าทายกันวันนี้ให้ฟัง แลสรรเสริญความบึกบึนของมังฉงายตามจริง
ตะคะญีพลอยชมน้ำใจศิษย์ใหม่ด้วยแล้วใช้ให้คนไปเที่ยวตามหาเนงบากับสีอ่อง
แลว่าปมเรื่องจะยุติแล้วก็จริง แต่วิสัยมนุษย์เย่อหยิ่งทะนงตัวมักชอบยกตัว
เป็นผู้มีฝีมือขืนปล่อยให้เรื่องนี้เกิดฉะนี้เหมือน ปล่อยฝีร้ายคอยวันแตกไปเอง
เราจะเรียกมาไกล่เกลี่ยเสียอย่าให้มีสิ่งใด เก็บเป็นกังวลไว้ในใจ ทั้งสองฝ่ายจักได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสืบไป
วันหน้า แต่จาเลงกะโบเรียกหาเนงบากับสีอ่องหาปะไม่ ขณะนั้นศิษย์ผู้หนึ่งบ้านอยู่ที่ตลาดจึ่งว่า
กับตะคะญีว่าวันนี้ข้าพเจ้าได้ทราบข่าว เนงบากับสีอ่องถูกหักหน้าในตลาดคือทั้งคู่วิวาทกับ
ชายผู้หนึ่งเมื่อกลางวันแลสู้ฝีมือชายผู้นี้มิได้ ข้าพเจ้าไม่เห็นเองแต่ชาวตลาดเลื่องลือคนที่สู้เนงบาว่า
เชิงดาบดีนักผู้นั้นกล่าวว่า จะแทงเฉี่ยวเอาผ้าโพกศรีษะเนงบา ให้หลุดก็แทงเอาหลุดจริงๆ
ชะรอบเนงบากับสีอ่องจะช้ำใจอายหน้า พวกเพื่อนเพราะเหตุนี้จึงหนีหน้า
ตะคะญีว่าไอ้ชาติชั่วคงเป็นเช่นนี้จริงแล้วคะนองไปจนเจอคนดี แลตะคะญีสังสัยนัก
ด้วยคนที่ชนะเนงบา ได้นั้นไม่ใช่ง่ายยิ่งได้ ความว่าเป็นคนต่างถิ่นก็ยิ่งสงสัยใจ
เที่ยวตามหาเนงบากับสีอ่องหวังจะถามให้ได้ความประจักษ์ก็ไม่พบตัว
แลการซ้อมฝีมือเวลาเย็น นั้นนางกันทิมาเป็นคนสนใจ ในการนี้บิดาจึงปล่อยให้มารวมอยู่กับชายที่เป็นศิษย์นั้นด้วยแลนางฝีมือทัดเทียมใกล้เนงบาเข้าไปมากจึ่งซักซ้อมด้วยเนงบาหรือสีอ่อง
บางทีซ้อมด้วยพี่ชายและบิดาตัว ครั้นวันนี้นางเห็นฝีมือมังฉงาย แลมีความใฝ่ใจอยู่ใคร่จะซ้อมด้วยจึงออกปากชวน
ตะคะญีก็หนุนให้ลองดูกัน แลบอกกับมังฉงายว่าเชิญลองให้เต็มฝีมือเถิดลูกหญิงเราฝีมือเหนือกว่าชายหลายคน
มังฉงายก็รับคำแล้วเข้าประมือ กับนางนั้นความเกรงใจว่า เป็นสตรีนั้นอย่างหนึ่งกับเป็นลูกเจ้าบ้านซึ่งตนเพิ่งจะมาอาศัยร่มไม้ชายคาในวันแรกอีกอย่างหนึ่ง
มังฉงายจึงสู้ยอมเป็นฝ่ายรับ ตลอดเวลานางกันทิมา แจ้งว่ามังฉงายออมกำลังนางพลาดหลายครั้งแล้ว
สิมังฉงายไม่รุกซ้ำตามเอาเห็นว่า ซ้อมไม่เต็มที่นางก็เร่งมือ กระหน่ำจัดขึ้น
แลพอมังฉงายพลาดก็ถูกปลายหวายของแม่จันทิมาเข้าที่ต้นแขนถึงแตก นางเห็นดังนั้นก็ตกใจ
ชวนเลิกทันที มังฉงายหัวเราะแลว่า ข้าพเจ้าดีใจที่มิได้แพ้คนอื่นมาแพ้บุตรี
ครูไม่สู้จะหายหน้านัก ตะคะญีพลอยหัวเราะด้วย นางกันทิมาจึ่งว่า ท่านยังลดมืออยู่วันหลัง
ข้าพเจ้าไม่ยอมซ้อมด้วยท่านแล้ว ด้วยเกรงจะแกล้งรุกแก้ตัว มังฉงายก็ว่าฝีมือข้าพเจ้า
เพียงเท่านี้จะได้อออมไว้นั้นหาไม่ จาเลงกะโบก็จัดหายามาให้มังฉงาย พอเย็นจัดลงก็เลิกซ้อม
ครั้นค่ำแล้วตะคะญี สั่งให้จาเลงกะโบไปตามหาตัวเนงบาและสีอ่องมาให้จงได้
ครั้นไปแล้วตะคะญีเพลียมาจากป่า จึ่งว่ากับมังฉงายว่าเราอ่อนใจ ใคร่จะเอนหลังสักพักเชิญท่านนั่งเจรจาด้วยอีกสักครู่จาเลงกะโบคงมาแล้ว
ตะคะญีเข้าเรือนภรรยา ก็ตามเข้าไปบีบนวดด้วย มังฉงายจึ่งว่า ธรรมเนียมบ้าน
กระเหรี่ยงนี้หละหลวมนัก เราจะนั่งกับลูกสาวเขา ก็เพิ่งรู้จักกันใหม่
ตามลำพังนั้นหาเหมาะงามไม่ ครั้นจะเลี่ยงเข้าห้องตัวบ้าง ทิ้งนางไว้คนเดียวก็น่าเกลียด
แลยิ่งกว่านี้นางกันทิมา ก็ชอบชวนคุยไต่ถามถึง เรื่องในเมืองตองอู มังฉงายเป็นคนเคยได้รู้
ได้เห็นมามากเล่าเล้วแม่กันทิมาก็ชอบใจฟัง
ขณะคุย มังฉงายลืมว่ารอยแตกที่แขนนั้นเป็นเพราะ แม่กันทิมา ก็มักลอบคลำไปมา
แต่นางผู้นั้นคิดว่า คงจะเจ็บมากลุกขึ้นไป แล้วบอกให้เจ้าหนุ่มนั่งคอยก่อน
ตัวนางเข้าไปในหอพระหยิบว่านยาอันศักดิ์สิทธิ์ของบิดามาฝนให้ทา มังฉงายห้ามนางเห็นนางไม่ยอมฟัง
จึ่งว่าข้าพเจ้าไม่ได้เจ็บปวด หนักหนาดอก แต่ที่ลูบคลำอยู่กระนี้เพราะรู้สึกเจ็บ
ๆ คัน ๆ ดีเสียกว่าที่ยังไม่ได้ถูกท่านตีด้วยซ้ำ นางกันทิมาตอบว่า ข้าพเจ้าทำท่านหนักมือ
แลแผลแตกแล้วบางทีจะไม่หาย รอยติดเนื้อสืบไปจะน่าเกลียดว่าน ของบิดาข้าพเจ้าดีนักทาแผล
หายแล้วเนื้อหาเป็นรอยไม่
มังฉงายเห็นแม่สาวชาวกระเหรี่ยง มีความเอื้ออารีตน ก็สำนึกคุณนางไว้ในใจ
หน้าตานางซึ่งตัวไม่เอาใจใส่เมื่อตอนกลางวันนั้น นั่งว่าง ๆ อยู่ตามลำพังก็อดพิจารณาเล่นเพลินๆ
มิได้ เรือนผมที่มุ่นเข้าไว้ไม่เป็นระเบียบแลวง หน้าตามตีนผมไม่ได้บรรจงจัดกันรอยปล่อย
ผมอ่อนขึ้นรุงรังนั้น ยิ่งดูนานยิ่งเห็นงามเด่นตามปกติวิสัย คิ้วโก่งตกยาวพ้นหางตารับกับคางดูจิ้มลิ้มพริ้มเพราหาใช่ชั่ว
หากนางจะรู้จักแต่ง ให้เสมอหญิงสาวชาวเมืองแล้ว ก็จะสวยเกินบุตรีขุนนางผู้ใหญ่โดยมาก
เสียด้วยซ้ำต่อพิศนาน ๆ แล้ว ดูนั่นดูนี่งามไปทั่วเอง มังฉงายก็อัศจรรย์ในรูปสมบัติ
ของแม่สาวชาวป่าเป็นอันมาก ส่วนนางกันทิมาต้องมังฉงายมองราวกับตนเป็นหุ่นฉะนั้นก็ขวยใจ
ก้มลงฝนว่านไม่อาจเงยหน้า ต่อฝนได้มากพอแล้วจึ่งว่า ท่านทาเองจะถนัดหรือ
หากไม่ถนัดแล้วยื่นแขนมาเถิดข้าพเจ้าจะทาให้ มังฉงายหดหนีเสีย แลว่าข้าพเจ้ารังเกียจว่านยาของท่านอยู่
อย่าทาเลย แม่กันทิมาอธิบายสรรพคุณของว่านซ้ำ แลว่าในครอบครัวข้าพเจ้าถูกอาวุธ
หรือบาดแผลอย่างใด ก็ใช้ว่านนี้เนืองๆ รอยแตกเช่นนี้ควรนัก รับรองว่าแผลนั้นหายแล้วหาเป็นรอยติดเนื้อไม่
เจ้าหนุ่มว่าเป็นเพราะสรรพคุณ ว่านวิเศษเกินไปทาแผลนี้จะหายรอยเสีย ข้าพเจ้าจึ่งรังเกียจ
แม่กันทิมาว่าท่านพูดดั่งนี้ข้าพเจ้าสงสัยเต็มที่ อันแผลนี้ไม่ใช่ของงดของงามแต่ท่านสงวนรอยไว้ด้วยเหตุใด
มังฉงายตอบว่าด้วยแผลนี้ ได้เป็นที่กำหนดเสมอหนึ่งรอย สักด้วยปลายเข็มว่า
ครั้งที่อยู่ด้วยท่านครูตะคะญีแม่กันทิมาบุตรสาวของท่านครูมิได้รังเกียจเดียดฉันท์
ลดตัวลงมาสอนอาวุธให้ปะ เผื่อวันหน้าจากวันคืน จะทำให้ข้าพเจ้าแก่ตัว
หลงลืมไปตามธรรมดา ของคนมีอายุแม้นไม่มีรอยนี้จะเลือน การต้อนรับของครอบครัวท่านเสีย
ฉะนั้นรอยแผลที่เกิดแนบเนื้อนี้ จักได้เป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านไม่มีวันลืม
หูนางกันทิมาคุ้นแต่การ มึงมาพาโวยของชาวบ้านนอก มาแต่น้อย ครั้นได้ฟังมังฉงาย
พูดกลมกล่อม สนิทหูก็จับใจ มิอาจแลดูหน้าก้มเอียงอายอยู่ แลนางตอบว่ามารดา
ข้าพเจ้าเคยพูดเสมอว่า ถ้อยคำคนในเมืองนั้นรื่นหูนัก ข้าพเจ้าก็เพิ่งได้ประจักษ์แก่หูในวันนี้เอง
คนบ้านป่าเป็นรองคนขนาดในเมือง เชิงพูดแล้วหลุดลุ่ยแต่ส่วนน้ำใจนั้น
เห็นกันว่าโง่ๆเซ่อๆบ้านนอกนั้น ดีกว่าเช่นข้าพเจ้านี้ หาต้องมีรอยแผล
รอยสักประการใดไม่ แต่ทว่าการได้ล่วงเกินท่านรุนแรงไป วันนี้กินใจอยู่เสมอด้วยสักไว้
แลถ้าการไม่รู้จักลืมของท่าน จะพึงมีขึ้นโดยอาศัยรอยแผล จากน้ำมือข้าพเจ้า
มิใช่มิขึ้นโดยอาศัยน้ำใจท่านเองแล้ว วานรักษารอยให้หายลบออกเสียเถิด
เพราะมิใช่จะไม่ลืมโดยน้ำใสใจจริง มังฉงายเกรงใจ นางก็รับจะใช้ว่านทา
แต่เอื้อมมือซ้ายมาทาไม่ค่อยถนัด นางกันทิมาก็รับมาทาให้ มังฉงายอิดเอื้อนอยู่
แต่เมื่อนางแสดงความจำนง มั่นเจ้าหนุ่มก็ปล่อยตามใจ ขณะที่ใกล้ชิดฉะนั้นเจ้าหนุ่ม
ก็กระซิบว่าหากข้าพเจ้าเห็นท่าน ในกลางป่าเปลี่ยวแล้วคงวิ่งหนีเพราะความกลัวเป็นแน่แท้
นางกันทิมาสงสัยอยู่ชะงักมือ แล้วถามว่าข้าพเจ้ามีรูปร่างน่ากลัว เหมือนผีปีศาจ
หรือท่านถึงกับจะวิ่งหนี เจ้าหนุ่มหาใช่เช่นนั้นดอก แต่ข้าพเจ้าเห็นท่านงาม
ประหลาดก็จะไม่คิดว่า เป็นคนธรรมดาสงสัยเลยไปว่าจะเป็นนางไม้ข้าพเจ้าจะวิ่งหนีเพราะเหตุนี้
บุตรีครูดาบยิ่งฟังก็ยิ่งจับใจ
เอื้อเฟื้อภาพ : อนวัฒน์ จรูญโรจน์ ณ อยุธยา
|
|