นักทำนาย และ นักปฎิรูปแห่ง ศตวรรษ ที่ 12
"The visions which I saw I beheld neither in sleep, nor in dreams, nor in madness, nor with my carnal eyes, nor witht he ears of the flesh, nor in hidden places; but wakeful, alert, and with the eyes of the spirit and the inward ears, I perceived them in open view and according to the will of God."
-ก่อนเข้าสู่ปีสหรรษวรรษ คศ. 1998 เป็นปีที่ประเทศเยอรมันมีเรื่องที่น่าให้ตื่นเต้นน่าติดตามอยู่มากมาย ไม่ว่าจะในด้านเทคโนโลยี สังคม และทางด้านการเมือง หรือแม้แต่ในด้านศาสนาโดยเฉพาะการมองคริสตศาสนาในด้านบวก

-ซึ่งไม่น่าจะคาดคิดได้ว่าเรื่องการกล่าวถึงศาสนาคริสต์ในทุกด้านได้ ทั้งด้านลบบนหน้าหนังสือพิมพ์สื่อสารมวลชนโดยทั่วไป นำข่าวบาทหลวงที่ประพฤติเสื่อมเสียทางเพศ มาป่าวประกาศให้ชาวบ้านชาวเมืองได้ทราบ จะเป็นเรื่องที่ชาวเยอรมัน และชาวโลกจะให้ความสนอกสนใจด้วย เช่นกัน ดังเช่นการชำระการละเมิดทางเพศของบาทหลวงในอเมริกา

- แล้วโลกก็เปิดอีกด้านให้มนุษยชาติสัมผัสสัจธรรม นั่นคือ เรื่องราวผลงานและชีวประวัติของแม่ชี ชาวเยอรมันท่านหนึ่ง ซึ่งไม่เคยได้รับการเรียกชื่อให้มีความศักสิทธิ์ อย่างเป็นทางการจากสำนักวาติกัน เลยสักครั้งกลับเป็นเรื่องที่สนอกสนใจของผู้คนอย่างมากมาย ไม่เฉพาะในเยอรมันเท่านัผู้คนทั่วโลกได้ให้ความสนใจกับเธอเป็นอย่างยิ่ง นักบุญ Hildegard von Bingenคืดชื่อนักบุญสตรีตามที่ชาวบ้านและผู้บูชานับถือเธอเป็นผู้ตั้งขึ้นมา

- ปี 1998 นี้ เป็นปีที่มีความสำคัญต่อผู้คนที่รู้จัก Hildegard เป็นอย่างยิ่ง
เนื่องมาจากเป็นปีฉลองครบรอบ 900 ปีของนักบุญท่านนี้

- ดังที่กล่าวในตอนต้นเธอไม่เคยได้รับการตั้งตำแหน่ง ให้มีความศักสิทธิ์จากพระสันตปาปาอย่างเป็นทางการเลย แต่ชาวบ้านที่รู้จักเธอในช่วงที่เธอยังมีชิวิตอยู่ต่างก็ยอมรับนับถือบูชาเธอว่าเป็นนักบุญท่านหนึ่ง
- เราลองมาทำความรู้จักชีวประวัติ ของเธออย่างคร่าวกันสักนิดเถิด

Hildegard ถือกำเนิดในปี 1098 เป็นลูกสาวของตระกูลVermersheim ผู้มั่งมีแห่งหมู่บ้าน Bermersheim ไม่ใกล้ไม่ไกลไปจากเมือง Alzey เท่าไร ตอนเป็นเด็กนั้นเธอเป็นเด็กหญิงตัวเล็กที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไร แต่พออายุ ได้ 8 ปี บิดามารดาก็ได้มอบเธอให้ เข้าไปรับใช้ศาสนาอันเป็นประเพณี ถือยึดถือกันมานานเช่นกันของชาวเยอรมันสมัยนั้น หรือไม่เช่นนั้นก็จะต้องแต่งงานมีครอบครัวไป

-ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาเธอจึงได้เข้าไปใช้ชีวิตกับแม่ชี Jutta von Sponheim ที่โบสถ์ Disibodenberg Hildegard ได้มีโอกาสในการเรียนร ู้และศึกษาวิทยาศิลปการหลายแขนง ซึ่งมิใช่เรื่องปกติของสตรีในสมัยนั้น
-นอกจากการศึกษาจากแม่ชี Jutta แล้ว ด้วยความปรารถนาในความรู้ เธอยังได้ใช้เวลาในช่วงชีวิต อันสงบนิ่งของเธอ ในการศึกษาตำราค้นคว้า ในหอสมุดแห่งโบสถ์ Disibodenberg ซึ่งในยุคนั้นเป็นสถานที่เก็บรักษาดูแลตำราและข้อเขียนสำคัญมากมาย และที่สำคัญเธอยังได้เรียนภาษาลาตินด้วยตนเอง
- ถึงแม้ด้วยความเป็นผู้รู้ผู้อ่านอย่างมากกว่า บุคคลธรรมดา ทั่วไปเธอมิเคยที่ยกตัวให้เหนือกว่าผู้อื่นใด เธอมันจะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ไร้ซึ่งการศึกษา
- นอกจากนี้เมื่อเธออายุได้ 14 ปีเธอยังได้ประวารณาตัว เข้าสู่สภาพโดดเดี่ยวคือไม่ใช้ชีวิตยุ่งกับบุคคลภายนอก อย่างเด็ดขาดต้องเข้าไปพักอาศัยอยู่ในห้องน้อย บนหอคอยมีเพียงหน้าต่างช่องน้อยให้แสงส่องเข้ามาได้ เพียงพอและเพียงพอให้เห็นได้ว่า ภายนอกนั้นยังมีหอคอยถูกสร้างขื้นมาอีกสองหอ ในช่วงเวลาที่เธอใช้ชีวิต อยู่ในสภาพโดดเดี่ยวด้วยสภาวะชีวิตอันสงบนิ่งเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่สภาพชีวิตที่พระผู้เป็นเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เธอ เนื่องจากตามประวัติที่ได้สืบทอดกันมา เหตุการณ์สำคัญ อีกอย่างหนึ่ง ที่อาจจะเป็นสาเหตุให้บิดามารดาตัดสินใจมอบ Hildegard ให้เข้ารีตกับแม่ชี Jutta ก็คือ เธอได้แสดงความสามารถในการเห็นที่พิเศษตั้งแต่เธออายุได้ห้าปี เพราะในขณะที่เธอไปเดินเล่น กับบิดามารดาที่กลางทุ่งหญ้านั้น เธอสามารถอธิบายลวดลายขนของลูกแกะ ที่ยังไม่เกิดได้อย่างแม่นยำ

- แต่สำหรับตัวเธอเองแล้วเธอมีความกลัวในความสามารถพิเศษนี้เป็นอย่างยิ่ง
- ถึงกระนั้นก็ตามภาระกิจอันแท้จริงที่พระผู้เป็นเจ้าได้มอบให้เธอนั้น เธอก็จำเป็นที่จะต้องทำให้ถึงที่สุด และ ภาระกิจนั้นมิใช่แต่เพียงการเข้าไปรับใช้ศาสนาในโบสถ์เท่านั้น หากแต่การที่จะต้องป่าวประกาศภาพ ที่เธอสามารถเห็นได้ด้วยตาทิพย์แต่ชาวโลก
- เมื่อเธออายุได้ 42 ปี คำสั่งจากเบื้องบนได้แสดงอำนาจ ด้วยการทำให้เธอล้มเจ็บหนักด้วยอาการที่หาสาเหตุมิได้ จนในที่สุดเธอจึงจำต้องทำการคำสั่งแห่งเบื้องบน "เจ้าจงกล่าวออกไป และ บันทึกไว้เป็นตัวอักษรในสิ่งที่เจ้าเห็นและ ได้ยิน"
- นับตั้งแต่วันที่เธอเริ่มเขียนชิ้นงาน ชิ้นแรกของเธอมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นข้ามวันข้ามคืน
- ดูเหมือนกับว่าจะเป็นจุดเริ่มต้น ของการใช้ชิวิตของเธออย่างแท้จริง
- ทั้งนี้อาจจะมีสาเหตุด้วยว่าในสมัยนั้นการอ่านและการเขียนเป็นเรื่องของผู้ชาย ที่ได้รับการเรียนการศึกษาเท่านั้นจึงทำให้เธอคิดประหม่าไปว่าการที่เธอไม่ได้รับการศึกษาจากโลกภายนอกจะทำให้ผู้คนไม่ยอมรับเธอ หรือภาษาที่เธอเขียนออกไปนั้นจะไม่เป็นที่สมควรจึงทำให้เธอรั้งรอนานกว่า 40 ปี
-ในขณะที่เธอได้เขียนชิ้นงานชิ้นแรก ชื่อ "Scivicas" ซึ่งแปลว่า"การรู้ซึ่งหนทางที่จะไป" เธอเริ่มมีความท้อแท้สับสนและไม่แน่ใจในสิ่งที่เธอกระทำ
- เธอจึงได้เขียนจดหมายขอคำยืนยันถึงความแน่ชัดจากนักบวชผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้น
- Bernhard von Clairvaux นักบวชท่านนี้จึงได้นำบทเขียนส่วนหนึ่งไปแสดงให้พระสันตปาปา Eugen ที่สามแห่งเมือง Trier ได้รับทราบ พระสันตปาปา Eugen ทึ่งในผลงานเขียนของ Hildegard มาก และได้กล่าวยกย่อง ให้เธอเป็นนักพยากรณ์แห่งประเทศเยอรมัน
- บทบาทของ Hildegard มิได้มีเพียงการเขียนงานทางด้านศาสนาเท่านั้น
- ในขณะที่เธอเขียนงานอยู่เธอก็มิได้ละเลยหน้าที่อันมีอยู่คือการเป็นผู้นำของแม่ชีในโบสถ์
- เนื่องจากนับตั้งแต่ที่แม่ชี Jutta ได้มรณภาพไปเมื่อปี 1132 Hildegard ได้รับมอบความไว้วางใจให้เป็นผู้นำคณะชีแห่ง
โบสถ์ Disibodenberg
- นอกเหนือจากนั้นเมื่อเธออายุได้ 50 ปีกว่าเธอยังได้นำกลุ่มแม่ชีจากโบสถ์ Disibodenberg ออกไปตั้งโบสถ์ของตนเอง ที่เชิงเขา Rupertsberg ในเขตเมือง Bingen ลุ่มแม่น้ำ Rhein
- หลังจากการก่อตั้งโบสถ์ Rupertsberg เสร็จสิ้นไปอย่างสมบูรณ์แล้วเธอยังได้ก่อตั้งโบสถ์ที่สองของเธอที่อีกฝั่งหนึ่งของ แม่น้ำ Rhein ที่เมือง Eibingen เพื่อที่สตรีแห่งตระกูลชั้นธรรมดาจะได้สามารถเข้ามารับหน้าที่ในทางศาสนาได้ด้วย
- เนื่องจากในสมัยนั้นสตรีที่จะสามารถเข้าไปรับใช้ศาสนาในโบสถ์ได้จะต้องมาจาถตระกูลชั้นสูงเท่านั้น
- ภาระกิจอันมากมายของ Hildegard มิได้เป็นไปอย่างราบรื่นเสมอไปตัวอย่างเช่น
- ในคราที่เธอเริ่มก่อตั้งโบสถ์ Rupertsberg คือช่วงปีของการเริ่มต้นเธอจะต้องทำการต่อสู้มากมายอันเนื่องมาจากสิทธิ์ที่มักจะถูกริดรอนโดยพระจากโบสถ์ Disibodenberg ถึงขนาดที่ว่ามีครั้งหนึ่งเธอจะต้องไปเข้าเฝ้าจักพรรดิ Babarossa เพื่อขออำนาจในการคุ้มครองสิทธิ์แห่งโบสถ์ของเธอ
- นอกจากนี้การให้สิทธิ์เท่าเทียมกันแก่สตรีทุกชาติตระกูลยังเป็นที่กล่าวครหานินทาของแม่ชีจากโบสถ์อื่นด้วย
- การใช้ชีวิตของเธอไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในโบสถ์
- แล้วด้วยความเป็นผู้มีชื่อเสียง แห่งตาทิพย์เริ่มมีผู้เข้ามาขอคำแนะนำมากมาย
- มีผู้มาขอให้รักษาโรค
- นอกจากนี้เธอยังสนใจในการด้านการเมืองด้วย หากกษัตริย์หรือจักรพรรดิองค์ได้ทำการอันมิชอบมิควรเธอก็จะการวิจารณ์ชี้เหตุชี้ผลจนทำให้ Hildegard ไม่เป็นที่ชื่นชอบนักของจักพรรดิบางองค์ ถึงแม้ในช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายจากโลกภายนอกปานนี้เธอจะมีอายุมากแล้วแต่เธอก็ดูเหมือนจะแข็งแรงอยู่ตลอดเลา

"Sometims I behold within this light another light which I name "the Living Light itself"...And when I look upon it ever sadness and pain vanishes from my memory, so that I am again as a simple maid and not as an old woman."

- ในคราที่เธอจำเป็นจะต้องไปเข้าเฝ้าพระคาร์ดินาลด์แห่งเมือง Mainz ด้วยอายุ 72 ปี
- เธอยังสามารถเดินทางด้วยม้าไปเข้าเฝ้าด้วยตนเองได้
- บทบาทหญิงเหล็กของเธอนั้นในยุคเพศชายครองเมืองไม่ค่อยที่จะเป็นที่ชื่นชอบของพระชั้นสูงสักเท่าไร
- หลายครั้งที่เธอจะต้องทำการต่อสู่กับการถูกข่มขู่หรือกลั่นแกล้งโดยมิได้รับความเป็นธรรมจากเพศชายหรือไม่ได้รับการเปิดโอกาสให้ก้าวหน้าเกินกว่าไปได้
- แต่ด้วยความมุมานะและปฎิญาณไหวพริบอันเฉลียวฉลาดทำให้เธอฟันฝ่าอุปสรรคอันมากมายเหล่านั้นได้ถึงแม้หลายครั้งจะไม่ได้รับชัยชนะ หรือ เป็นชัยชนะที่ต้องใช้เวลาในการต่อสู้อย่างเนิ่นนานและต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างสูงต่อสภาพสังคม ในสมัยนั้น เกือบเก้าร้อยกว่าปีที่ผ่านไป
งานเขียนของ Hildegard ยังคงนิยมแพร่หลายในอมริกา และ ยุโรปรวมไปถึง การรักษาโรคภัยใข้เจ็บ โดยใช้สมุนไพร และ ก้อนหินอัญมณี หรือ การรักษาสมดุลย์ร่างกายด้วย//

04 Apostelgeschichte 17,4: Einige Juden liessen sich ueberzeugen und unterstuetzten Paulus und Silas. Dazu kamen noch viele Griechen, die zum juedischen Glauben uebergetreten waren, sowie eine grosse Zahl der vornehmsten und angesehensten Frauen der Stadt.


โดย...ไกรสร ไซยซาววงค์.