เชิดชูบทบาทสตรี
นางอองซาน ซูคะยี วีรสตรีประชาธิปไตย
04 Apostelgeschichte 17,4: Einige Juden liessen sich ueberzeugen und unterstuetzten Paulus und Silas. Dazu kamen noch viele Griechen, die zum juedischen Glauben uebergetreten waren, sowie eine grosse Zahl der vornehmsten und angesehensten Frauen der Stadt.

สุภาพสตรีชาวพม่า อองซาน ซูคะยี เลขาธิการพรรคสันนิบาต เพื่อประชาธิปไตยแห่งสหภาพพม่า(NLD) ผู้ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยมายาวนานถึงสิบกว่าปี เธอตกเป็นข่าวทั่วโลกเมื่อถูกจับตัว กักกันบริเวณให้อยู่เฉพาะในบ้านพัก ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2532 โดยรัฐบาลสลอร์คSPDC จนเป็นเหตุให้ ศาสตราจารย์ฟราน ซิสซีเจอร์สเตดท์ จากมหาวิทยาลัยออสโลประกาศ

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2534ให้เธอได้เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ต่อมาเธอถูกปล่อยตัวเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2545 แต่เธอก็ถูกบุกจับตัวอีกครั้งในวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 โดยทหารสลอร์คพรรค SPDC ที่กุมอำนาจและ เป็นผู้นำรัฐบาล แห่งสหภาพพม่าเวลานี้

ประชาชนชาวพม่าถูกกดขี่ข่มเหงโดยสภาฟื้นฟูระเบียบ และกฏมายแห่งรัฐของทหารสลอร์คจริงหรือไม่ หลังจากที่นางอองซานถูกจับตัวไป กลุ่มทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ในยุโรปและทั่วโลกต่างได้รับบันทึกรายงาน พฤติกรรมและขอความร่วมมือ ช่วยเรียกร้องให้ชาวโลก ตระหนักถึงปัญหาสตรีและเด็กในสหภาพพม่ากองทัพสลอร์ค ได้ออก"ใบอนุญาต"เป็นเสมือนรางวัลในการรบ โดยอนุญาตให้นักรบของกองทัพ ข่มขืนเด็ก และผู้หญิงซึ่งถือเป็นกลยุทธ์หนึ่ง ของการล่าล้างเผ่าพันธุ์ ด้วยพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาต ิและไร้มนุษยธรรมอันร้ายแรง

LizenzzurVergewaltigung หรือใบอนุญาตให้ข่มขืนได้ถูกนำมาเผยแพร่ต่อสายตาชาวโลกท้าทายคุณธรรมอย่างต่ำทราม การละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า เป็นเรื่องที่ชาวโลกมิสมควรดูดาย เด็กและผู้หญิงไทยใหญ่ ถูกคุกคามละเมิดสิทธิทางเพศอย่างโหดเหี้ยม เหล่านี้คือตัวอย่างบันทึกซึ่งได้รายงาน มาถึงสังคมยุโรปและทั่วโลกในเวลานี้ ทุกกลุ่มองค์กรที่ทำงานเรื่องเด็ก และผู้หญิงหรือสิทธิมนุษยชน ต่างได้รับรายงานว่าผู้หญิงชนบทห่างไกล ในประเทศพม่าถูกบุกกรูเข้ามาจับตัว ในขณะที่อยู่กับครอบครัว ปฏิบัติภารกิจประจำวัน ในบ้านตัวเองเพื่อดำรงชีพ บางคนถูกข่มเหง เมื่อออกไปหาผักหักฟืน ตักน้ำ ฯลฯ

"ข่มขืนเด็ก"
ทหารสลอร์คจากค่ายโหลำข่มขืนแล้วยิงทิ้งเด็กหญิงอายุ 12 ปี ที่กำลังเลี้ยงวัว นอกหมู่บ้านอพยพหนองก้อ Nawng kaw ในเมิงลายข่า เมื่อคนในหมู่บ้าน ได้ยินเสียงปืน ร่วมรุดออกมาดู ก็ถูกทหารสลอร์คสกัดกั้นไว้ ชาวบ้านขออนุญาตจัดการฝังศพเด็ก แต่ทหารสลอร์คสั่งว่า"ให้ทิ้งศพไว้อย่างนั้นเป็นตัวอย่าง ให้พวกไทยใหญ่มองเห็นให้ทั่ว" และขู่ต่อว่า"หากพวกมึง อยากฝังมันนัก กูจะฝังพวกมึงด้วย"

"วันอุบาทว์"
เหตุการณ์ 2 ปีก่อน นางอาผิวหญิงหม้ายถูกข่มขืน สามีของเธอถูกทหารSPDCทุบตีจนตาย ก่อนหน้านั้น*เดือนกุมภาพันธ์ 2544 หญิงหม้ายที่น่าสงสาร ต้องปลูกข้าวในไร่เพียงลำพัง มีทหาร7นายจากกองพันทหารราบ เคลื่อนที่เร็ว357 มีฐานอยู่ที่ท่าขี้เหล็ก เข้ามาหาเธอ และขู่ว่า จะยิงทิ้ง เธอกลัวแต่วิ่งหนีไม่ได้ เพราะขาพิการ เธอจึงถูกทหารอมนุษย์ กลุ่มนี้รุมโทรมข่มขืน นานหลายชั่วโมง และเป็นที่น่าอนาถใจว่าหญิงหม้ายพิการเกิดตั้ง ครรภ์ในเหตุการณ์ อุบาทว์ของวันนั้นด้วย

"สองแม่ลูกผู้ไร้ที่พึ่ง"
วันที่ 24 สิงหาคม 2535 ร้อยเอก Muang Soe สังกัดกองร้อยที่ 3 กองพันทหารราบที่ 99 นำทหาร SPDC 5 นายลาดตระเวนที่หมู่บ้าน Namnor ตำบล Wan jid เขตเมือง Larng Kher พบกับหญิงอายุ 38 ปี และลูกสาวอายุ 16 ปีกำลังปลูกอ้อย อยู่ในไร่ ทหาร 4 นายบุกจับ ผู้หญิงคนแม่ออกไป และข่มขืนลูกสาว ซึ่งเธอส่งเสียงร้องลั่นป่า แต่เม่ของเธอหรือคนอื่น ก็ไม่สามารถช่วยเธอได้ เธอถูกร้อยเอก Muang Soe ข่มขืนและก่อนไปยังขุดเอาต้นอ้อย ในไร่ของเธอทั้ง 2 ติดมือไปด้วยหมด หญิงทั้ง 2 ที่ไร้อำนาจต่อรองใดๆ ซมซานกลับบ้านเล่าให้พ่อบ้านอายุ 44 ปี ฟัง เขาโกรธแต่ไร้อำนาจ จะทำการใดๆ และเกรงเป็นที่อับอาย แต่อีก 5 วันต่อมาเขาก็ตัดสินใจ นำเรื่องร้องเรียนกับผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผู้ใหญ่บ้าน บอกเพียงว่า เรื่องมันล่วงเลยมาหลายวัน เขาเองก็ไม่กล้าร้องเรียน ไปยังเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

"ถูกละเมิดและหยามหมิ่น"
และที่แย่ทารุณจิตใจมากกว่านั้น เมื่อเธอบางคนรอดชีวิตจากพวกสลอร์ค ได้รับการปล่อยตัวออกมา กลับเป็นที่รังเกียจ ของชาวบ้านด้วยการลงโทษว่า เป็น"ของเหลือเดนทหารพม่า"ไม่มีคนคบค้าสมาคม ต่างเหยียดหยามรุมประณาม แม้แต่สามีและลูกของเธอเอง วันที่ 4 กรกฏาคม 2544 ร้อยเอก Tun Oo สังกัดกองร้อยที่ 3 กองพันทหารราบ เคลื่อนที่เร็วที่ 524 ประจำฐานที่มั่นเมืองกุ๋นฮิง ใช้อุบายสั่งให้ร้อยเอก Tan Aung นำกำลัง 30 นายไปเรียกตัวสามีนางอิ่ง อายุ 27 ปีออกไปดูแลรับใช้กองทัพ เมื่อสามีนางอิ่งไม่อยู่บ้าน ร้อยเอก Tun Ooได้บุกเข้ามาที่บ้าน และทำการตรวจค้น และชักปืนจ่อหัวลากนางอิ่นเข้าห้องนอน ข่มขืนตั้งแต่10โมงถึงบ่าย3โมงโดยมีพยานรู้เห็น* แต่ที่น่าเศร้าใจ มากกว่านั้นเมื่อสามีนางอิ่นกลับมา เขากลับชิงชังรังเกียจ หยามหมิ่นไม่ยอมรับเธออีกต่อไป และเรียกเธอว่า"ของเหลือเดนพม่า"

"หนีการถูกทารุณกรรม"
วันที่ 4 ธันวาคม 2544 ร้อยเอก Myint Maung Htwe สังกัดกองร้อยที่ 4 กองพันทหารราบเคลื่อนที่เร็ว524 เข้าไปในหมู่บ้านว่านเลา เขตเมืองกุ๋นฮิง พบนางสาวกู่อยู่บ้านคนเดียว เขาตรงเข้าไป กล่าวหาว่า"เมื่อคืนมีคนมาค้างบ้านนี้ใช่ไหม “เด็กสาวตกใจบอกว่าไม่มีใครมาเลย พ่อถูกทหารเรียกเข้าใช้แรงงาน พี่สาวทำนาอยู่กลางทุ่ง” จากนั้นร้อยเอก Myint บังคับให้พาไปค้นในบ้าน และลงมือข่มขืนเธอ “เธอกู่ร้องเสียงดังว่าช่วยด้วย ทหารพม่ากำลังข่มขืนฉัน” เธอถูกตบปาก และทำร้ายร่างกายอย่างทารุณ ก่อนลงมือทหารพม่ายังขู่เธออีก ว่าจะฆ่าให้ตาย หากบอกให้พ่อแม่รู้ ครอบครัวของนางสาวกู่ทราบเรื่อง ก็พาเธอเข้ารักษาตัว ตรวจร่างกายที่รพ.และได้พากันละถิ่นฐาน พยายามลี้ภัยเข้ามาอยู่ในเขตไทยในเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2544

"5 ขวบยังไม่ละเว้น "
เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อเดือนมีนาคม 2544ที่หมู่บ้านBasar เก็งตองเมืองนาย โดยทหารสลอร์คประจำกองพันทหารราบที่99 ประจำฐานที่มั่นMitthela -Myinchan ศูนย์บัญชาการกลาง วันที่เกิดเหตุ พวกเขาตั้งค่ายอยู่ที่บ้านBor Sa * บ้านของครอบครัวเด็กหญิง มีปลูกห่างจากครอบครัวอื่นในหมูบ้าน เธอถูกทิ้งให้อยู่บ้านกับพี่สาวอายุ 12ปี ตามลำพัง คืนเกิดเหตุพี่สาว ไปดูวีดิโอ ที่บ้านเพื่อนบ้าน เวลา1ทุ่มทหารSPDC คนหนึ่งได้เข้ามาในบ้าน และจับเธอมัดแขน ขา และข่มขืน พี่สาวกลับมาเห็นเด็กหญิงมีนอนร้องไห้ แขนขาถูกมัด และที่อวัยวะเพศมีเลือดไหลตลอดเวลา เด็กหญิงมีถูกขู่ว่าหากบอกคนอื่น จะกลับมาฆ่า เพื่อนบ้านจึงช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งเด็กหญิงมีได้รับการรักษา จนหายหวาดผวา เด็กหญิงมีเล่าให้หมอฟังจนหมดสิ้น พ่อแม่ของเด็กหญิงมี ได้เข้าร้องเรียนผู้ใหญ่บ้าน แต่ทางผู้ใหญ่บ้านก็ไม่กล้าเข้าร้องเรียน ทางการเพราะทุกคนกลัวทหารสลอร์ค

"มาเล่าถึงเมืองไทย"
ผู้พบเห็นเหตุการณ์วันนางอองซาน ซูคะยีถูกจับกุมตัว ชื่อนายวันนา หม่อง เล่าต่อไปว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่า 40 คนซึ่งเป็นกลุ่มที่คอยก่อกวน การเดินทาง ของผู้นำพรรคNLD ถือไม้หน้าสามและเหล็กเส้น วิ่งทุบตีชาวบ้าน และส่วนหนึ่งได้ไปที่รถของนางซูคะยี เพื่อทุบกระจกรถ และจะทำร้ายนางซูคะยี แม้นางซูคะยีขอให้ทุกคน อยู่ในความสงบและอย่าต่อสู้ แต่ไม่ทันขาดคำ ได้มีเสียงปืนดังขึ้น เหตุการณ์ครั้งนี้ น่าจะมีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 40 คน เพราะเท่าที่เห็นกับตามีไม่ต่ำกว่า 5 คนแล้ว ตนได้พยายามหนีเอาชีวิตรอด และใช้เวลาเดินทาง 3 วัน จนมาถึง ชายแดนไทยพม่า ส่วนนางซูคะยีนั้น บุคคลที่ใกล้ชิดได้พาวิ่งหนีเข้าป่า เข้าใจว่าต้องได้รับบาดเจ็บอย่างแน่นอน ในฐานะของผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง นายวันนา หม่องหวังว่า ข้อมูลที่พูดออกไป จะเป็นข้อเท็จจริงที่ จะทำให้กลุ่มประเทศอาเซียนรับรู้ความจริง หันมาให้ความสนใจ ในปัญหา อย่างจริงจัง กว่าเดิมพร้อมทั้งให้มีการปล่อยนางซูคะยี ให้เร็วที่สุด "ผมรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ กับเหตุการณ์นี้มากที่สุด เพราะไม่มีครั้งไหน ที่จะรุนแรงเท่ากับ สถานการณ์ครั้งนี้" นายวันนา หม่อง กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า

"ข่าวการให้ความร่วมมือ"
วันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายขิ่น หมอง วิน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศพม่า ได้เดินทางไปถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อชี้แจงให้ผู้นำญี่ปุ่น ทราบถึงการควบคุมตัวนางออง ซาน ซูคะยีผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคสันนิบาต เพื่อประชาธิปไตยในพม่า(NLD) ซึ่งคาดว่าเป็นการนำจดหมายของ พล.อ.ตาน ฉ่วย นายกรัฐมนตรีพม่า ไปมอบให้นายจุนอิชิโร โคอิซูมิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เพื่อชี้แจงกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศผู้บริจาครายใหญ่ ให้พม่าได้ยกเลิกเงินบริจาค เพื่อบีบให้รัฐบาลพม่าปล่อยตัวนางซูคะยี รอยเตอร์รายงานอีกว่า ภายหลังจากการหารือ กับนายวิน นางโยริโกะ คาวากุจิรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ได้แสดงความผิดหวังอย่างมาก ที่พม่าไม่ทำตามคำเรียกร้อง ที่ให้ปล่อยนางซูคะย ีและคำชี้แจงของนายวิน เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นยอมรับไม่ได้ ทำให้ญี่ปุ่นไม่มีทางเลือกนอกจากเดินหน้า ระงับความช่วยเหลือต่อพม่า ชะตากรรมของวีรสตรี ประชาธิปไตย นางออง ซาน ซูคะยี และวิญญาณอันบริสุทธิ์ ของเพื่อนหญิงที่นั่น กำลังรอรับความยุติธรรมจากชาวโลก